วัดสระเกศ.คอม

You are here: Home สวดมนต์ข้ามปี ประวัติการสวดมนต์ข้ามปี

ประวัติการสวดมนต์ข้ามปี

E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 

ประวัติพิธีสวดมนต์ข้ามปี

โดย พระวิจิตรธรรมาภรณ์  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ  ราชวรมหาวิหาร

altการสวดมนต์ข้ามปีหรือสวดมนต์ปีใหม่ อนุวัติตามประเพณีนิยมการสวดมนต์ขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่เดิม ที่เรียกว่า “สงกรานต์” โดยก่อนสิ้นปี พระสงฆ์จะได้รับอาราธนาให้ไปเจริญพระพุทธมนต์บทนพเคราะห์ที่กรมประชาสัมพันธ์ จากนั้น ก็จะรอเวลาเที่ยงคืนเพื่อเจริญพระพุทธมนต์ “บทชัยมงคลคาถา” ออกอากาศไปทั่วประเทศ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ได้นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีขึ้น ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ เพื่อให้สอดคล้องกับพระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ที่กรมประชาสัมพันธ์ โดยอนุวัติตามพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชการที่ ๓ เคยประกอบพิธีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นประเพณีปีใหม่ของไทยที่มีมาแต่เดิม

การสวดมนต์ข้ามปี จึงถือได้ว่าเริ่มจัดขึ้นที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และ เป็นต้นแบบการสวดมนต์ข้ามปีจนเป็นที่นิยมแพร่หลาย ในเวลาต่อมา ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เห็นความสำคัญของการสวดมนต์ข้ามปี จึงได้ร่วมกับคณะสงฆ์วัดสระเกศ จัดสวดมนต์ข้ามปีขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้กรุงเทพมหานครขอยกเลิกการจัดงาน แม้เช่นนั้น คณะสงฆ์วัดสระเกศก็ยังคงดำเนินการจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปีตามที่กำหนดไว้ และ ต่อมา คณะสงฆ์มีความเห็นร่วมกันว่า การสวดมนต์ข้ามปีเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างแพร่หลาย และเป็นค่านิยมที่งดงาม ควรแก่การส่งเสริม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ณ ตำหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ จึงได้มีมติให้วัดทุกวัด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี ส่วนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดสระเกศ ภูเขาทอง กรุงเทพมหานคร  ภาคเหนือ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคอีสาน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม และ ภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้วัดเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ข้ามปีของจังหวัดนั้น ๆ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ    ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดสวดมนต์ข้ามปี

สำหรับวัดสระเกศนั้น เป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่ ๑ ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่บริเวณสระน้ำวัดสะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดสระเกศในปัจจุบัน เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน จากนั้น จึงประกอบพิธีมูรธาภิเษก ก่อนปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ผ่านพิภพเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 

ภายหลังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงเปลี่ยนนาม “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ”  เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ต้องตามสถานที่ที่พระองค์ประกอบพิธีมูรธาภิเษก วัดสระเกศจึงถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  และราชวงศ์จักรี 

คณะสงฆ์วัดสระเกศได้รักษาประเพณีการเจริญพระพุทธมนต์  เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ในวาระที่สำคัญ ตามพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   รัชกาลที่ ๑  สืบต่อมา

ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  พระองค์โปรดฯ ให้มีการฟื้นฟูพิธีเจริญพระพุทธมนต์ “บทมหาสมัยสูตร” ให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้น    โดยโปรดฯ ให้ประกอบพิธีที่พระวิหารพระอัฏฐารส  วัดสระเกศ  ในช่วงเทศกาลสงกรานต์  อันเป็นเทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมโบราณของชาวไทย  เพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ได้นำไปประพรมให้ลูกหลานบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา  ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ก่อนหน้าที่ชาวไทยกำหนดเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยเป็นพิธีสวดมนต์ใหญ่ประจำปี เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ ถือว่าเป็นพิธีที่สำคัญที่ทางบ้านเมืองจะต้องร่วมกันจัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล และเกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ สำหรับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ พอถึงวันสงกรานต์ต่างก็จัดให้มีพิธีสวดมหาสมัยขึ้นในหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเช่นกัน แตกต่างกันไปตามความนิยมของท้องที่นั้นๆ

ต่อมา ทางราชการบ้านเมืองกำหนดวันขึ้นปีใหม่ จากวันสงกรานต์ไปใช้ตามความนิยมของสากล เพื่อให้สอดคล้องกับนานาประเทศ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตรก็ลดความสำคัญลง และเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย

การที่รัชกาลที่ ๓ โปรดฯ ให้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยที่พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ด้วยพระองค์ทรงปรารภว่า พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในมหาสมัยสูตร  สืบเนื่องมาจากพระประยูรญาติของพระพุทธองค์เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นยกกองทัพมาประจันหน้าจะทำสงครามกัน  เพราะแบ่งผลประโยชน์เรื่องน้ำไม่ลงตัว  พระพุทธองค์จึงเสด็จมาห้ามทัพ  ทำให้สงครามแย่งน้ำยุติลง

พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์พระนเรศวรมหาราช ปางประทับยืน ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์  โดยไม่มีการเชื่อมต่อ มีความสูงถึง ๒๑ ศอก ๑ นิ้ว นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย  เดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก  ซึ่งเป็นวัดประจำพระราชวังจันทน์ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ต่อมา รัชกาลที่ ๓  ดำริที่จะให้มีพระอัฏฐารสไว้ประจำพระนคร  จึงโปรดฯ ให้ไปเสาะหาตามกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าชำรุดมาก และได้ไปพบที่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหารวัดสระเกศ  กรุงเทพมหานคร 

ธรรมเนียมการสร้างพระอัฏฐารส พระพุทธรูปยืนไว้ประจำพระนคร ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต  เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขปราศจากสงคราม ป้องกันความแตกแยกของคนในชาติ  ให้คนในชาติเกิดความรักความสามัคคี  และให้ประเทศชาติสถิตสถาพรมั่นคงยั่งยืนนาน  ประหนึ่งพระพุทธปฏิมากรประทับยืนสถิตสถาพรเป็นนิรันดร์

  เมื่อครั้งอัญเชิญพระอัฏฐารสลงมากรุงเทพนั้น ได้ล่องแพมาตามคลองน้ำ เนื่องจากพระอัฏฐารสมีขนาดใหญ่จึงกดทับแพให้จมน้ำมองเห็นเฉาะองค์พระ คนก็ลืออันว่า “พระลอยน้ำ” ผ่านมาถึงไหน ประชาชนสองฝากฝั่งที่ทราบข่าวก็มารอรับเป็นจำนวนมาก จนมาถึงท่าที่จะขึ้นที่กรุงเทพ ปรากฏว่า มีประชาชนหลั่งไหลมาดูพระลอยน้ำและมาช่วยกันชักพระขึ้นเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าคนที่มาเหลือจะคณานับได้ จนเป็นคำพูดติดปากว่า “มีคนถึงสามแสนคน”  ท่าน้ำและย่านที่ชักพระอัฏฐารสขึ้นจึงเรียกท่า “สามแสน”   ต่อมา  จึงกลายเป็น “สามเสน”  ซึ่งเป็นชื่อย่านในปัจจุบัน

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้จัดมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์รับปีใหม่ หรือที่เรียกว่า “สวดมนต์ข้ามปีขึ้น” โดยถือตามคตินิยมปีใหม่แบบสมัยปัจจุบัน  และทางวัดได้นำน้ำพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตรมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาพิธี  ตามธรรมเนียมเทศกาลปีใหม่โบราณของชาวไทยด้วย

การฟังการเจริญพระพุทธมนต์ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ที่จุดเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เสมือนความเจริญรุ่งเรืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  และพระบรมสารีริกธาตุบนองค์พระเจดีย์ภูเขาทอง เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญยิ่ง ของชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา จะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาชีวิตและครอบครัวให้มีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

 

--------------------------------