วัดสระเกศ.คอม

You are here: Home ข่าว ข่าวทั่วไป พระกริ่งจีนใหญ่ (พระกริ่งนอก)

พระกริ่งจีนใหญ่ (พระกริ่งนอก)

E-mail
User Rating: / 8
PoorBest 
พระกริ่งจีนใหญ่ครั้งเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วนั้น
ศาสนาของพระพุทธองค์ได้เกิดลัทธิแตกออกไป
เป็นสองลัทธินิกายคือ ทางอินเดียฝ่ายใต้ และประเทศลังกา
 
 
 
 
 
ยอมรับนับถือพุทธศาสนาลัทธิหินยานหรือเถรวาท ซึ่งยอมรับนับถือพระพุทธองค์ว่าเป็นศาสดาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น และจำเริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เชื่อและยึดถือพระธรรมคำสอนแห่งพระพุทธองค์ และปฏิบัติเคร่งครัดตามพระธรรมวินัย ดั้งเดิมเป็นสาระสำคัญไม่เสื่อมคลายส่วนพระพุทธศาสนาในอินเดียฝ่ายเหนือรวมถึงทิเบตและจีนนั้น ได้แบ่งแยกตัวเอง เป็นพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และได้แบ่งแยกสาขาออกไปอีกเป็นอันมาก ตามลัทธิมหายานนี้เชื่อกันว่า พระธรรมคำสอนนั้นมีอยู่คู่กับโลกตลอดมา สมเด็จพระบรมศาสดาเป็นบุคคลหนึ่งผู้ทรงไปพบเข้าเท่านั้น ซึ่งก่อนที่สมเด็จพระบรมศาสดาของเราจักทรงไปค้นพบดังกล่าว ได้มีบุคคลผู้ทรงค้นพบมาก่อนแล้ว (ตามนัยเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์) เป็นต้น ในพุทธศาสนามหายาน จึงอุดมไปด้วยพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์จำนวนมาก ที่ดำรงอยู่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ และยังเป็นอุบายธรรมประการหนึ่ง ที่จะชักนำคนเข้าหาพระศาสนา ตามความเชื่อในพุทธศาสนามหายาน เชื่อว่า มีพระอาทิพุทธเจ้า ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะเป็นบ่อเกิดของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หมายถึง สภาวธรรมอันมีอยู่คู่โลกแต่เดิม และมีพระธยานิพุทธเจ้าซึ่งหมายถึง พระพุทธเจ้าในสมาธิ ซึ่งสถิตอยู่ในแดนพุทธเกษตร ในขณะที่พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นบนโลกเรียกว่า พระมนุษิพุทธเจ้าหมายถึง พระพุทธเจ้าในภาคมนุษย์ ทั้งพระธยานิพุทธ และ พระมนุษิพุทธ ล้วนอุบัติขึ้นจากอำนาจฌานสมาบัติของพระอาทิพุทธเจ้าทั้งสิ้น คติมหายานจึงเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ว่า มีมากมายสุดคณานับได้ และพระพุทธเจ้าทั้งมวล ล้วนตีความโดยถือเป็นปุคคลาธิษฐานของพระธรรมได้ทั้งสิ้นลัทธิมหายานได้มีพระพุทธเจ้าอยู่มากมายหลายพระองค์ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้นแต่มีอยู่พระองค์หนึ่งที่ได้มีผู้เคารพบูชากันเป็นจำนวนมากคือ พระไภษัชยคุรุ หรือ พระพุทธเจ้าทางยา ตามประวัติใน “คัมภีร์ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชามูลปณิธานสูตร” ของพระองค์กล่าวว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ประทับอยู่ ณแดนพุทธเกษตร ชื่อ วิศุทธิ
ไวฑูรย์โลกธาตุ ทางเบื้องทิศตะวันออกของโลกเรา ก่อนที่จะทรงอุบัติขึ้นนั้น พระองค์ทรงตั้งพระปณิธานไว้หลายประการ ซึ่งล้วนแต่จะทรงอุบัติมาเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของมวลมนุษย์ทั้งสิ้นทั้งโรคทางกายและทางใจ รวมถึงความทุกข์ยากจากการดำรงชีวิต อาการบ้าใบ้ พิกลพิการและทุกข์โศกอีกนานัปการ สุดที่จะพรรณนาได้ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการสร้างรูปพระไภษัชยคุรุไว้สักการะบูชากันอย่างแพร่หลายอนึ่ง การสวดมนต์ในพุทธศาสนามหายานและขอพรจากพระไภษัชยคุรุนั้น จะต้องมีการตีเกราะเคาะกระดิ่งให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะในการสวดมนต์ อีกนัยหนึ่งก็เพื่อได้ยินไปสู่พระองค์ท่าน ตามความเชื่อในลัทธิมหายานซึ่งเราจะได้เห็นสิ่งดังกล่าวแล้ว จะต้องมีในการประกอบศาสนพิธีเสมอ เรียกว่า “พุทธสังคีต”และนับว่าเพื่อให้เกิดความขลังเป็นประสิทธิ์เมื่อชาวจีนมีการเดินทางค้าขายไปยังแดนไกล พ้นวิสัยที่จะนำเอาพระไภษัชยคุรุไปด้วยเพราะส่วนมากเขาจะเทหล่อให้มีขนาดใหญ่ไว้ประจำโบสถ์วิหาร ท่านจึงได้ประดิษฐ์คิดสร้างโดยย่นย่อให้พระไภษัชยคุรุ มีขนาดเล็ก สามารถที่จะพกพาติดตัวไปได้ และเพื่อให้ถึงพร้อมในพิธีกรรมการอธิษฐานจิตเพื่ออานิสงส์ ตามความปรารถนา อีกทั้งเพื่อให้เกิดเสียงดังไปถึงพระองค์ท่าน อย่างเช่น การตีเกราะ เคาะระฆังสั่นกระดิ่ง ท่านผู้สร้างจึงได้บรรจุเม็ดกริ่งไว้ที่ใต้ฐาน เพลาจะอธิษฐานจิตตามความปรารถนา จะได้จับองค์พระสั่นให้เกิดเสียงดัง เราท่านพากันเรียกชื่อพระในลักษณะนี้ว่า พระกริ่งนอกจากนี้ พระกริ่ง ยังแฝงแนวคิดทางพุทธปรัชญาเอาไว้ กล่าวคือ เม็ดกริ่งที่บรรจุไว้นั้น ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธภาวะ อันมีคุณลักษณะเป็นอนาทิ คือเบื้องต้นไม่ปรากฏและอนันตะแผ่ซ่านอยู่ทั่วเบื้องปลายไม่ปรากฏ สภาวะดังกล่าวนี้ หมายถึง สุญญตาอันเป็นสภาวะแห่งพระนิพพานนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง ชะรอยจะถือตามคติที่ว่า แม้เพียงได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุก็อาจให้ได้รับความสวัสดี จึงใช้เม็ดกริ่งบรรจุไว้เพราะเมื่อสั่นองค์พระทุกครั้งย่อมบังเกิดกุศลเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้สั่น ก็เท่ากับได้สวดภาวนาถึงองค์พระไภษัชยคุรุ ส่วนผู้อื่นที่ได้ยินก็พลอยได้ผลานิสงส์ไปด้วยพระกริ่ง ปรากฏในประเทศไทย แต่เมื่อใดไม่มีใครอาจทราบอย่างแน่ชัด เพิ่งปรากฏพระกริ่งอย่างเป็นรูปธรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา เข้าใจว่าคงจะมีพ่อค้าวาณิชคนจีนนำเข้ามาก่อน และเท่าที่พบเห็นมีอยู่เพียง ๓ แบบ เท่านั้นคือพระกริ่งใหญ่พระกริ่งบาเก็งพระกริ่งหนองแสงในแวดวงนักสะสมพระเครื่องเรียกพระกริ่งทั้ง ๓ แบบนั้นว่า พระกริ่งนอก คือ พระกริ่งซึ่งมาจากนอกประเทศ เพราะในประเทศก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการสร้างพระกริ่งดังกล่าว ณ ที่แห่งใดเลยพระกริ่งนอก ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดก็คือพระกริ่งใหญ่ ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม พระวรกายที่สมบูรณ์ และพระพักตร์ที่เอิบอิ่ม แววพระเนตรเต็มไปด้วยความเมตตา สมกับพระปณิธานของพระองค์ ที่ทรงอุบัติขึ้นเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์กายและใจของมวลมนุษยชาติเมื่อพิจารณาดูแล้ว จะเกิดการบันดาลใจให้มีปีติและเป็นสุขพระกริ่งใหญ่ เป็นพระกริ่งซึ่งเทแบบเบ้าประกบ ฝีมือประณีตและงดงามมาก ตลอดพระองค์จะไม่ปรากฏรอยตกแต่งตะไบให้เห็นเลยเนื้อพระกริ่งจัดเป็นประเภททองสำริด สีวรรณะ ออกไปทางทองดอกบวบ เข้าใจว่าเป็นเนื้อทองเหลือง ซึ่งมีส่วนผสมของทองคำมาก จึงเป็นการรักษาเนื้อของพระกริ่งใหญ่เป็นอย่างดีและเท่าที่เคยเห็นพระกริ่งใหญ่มา ส่วนมากจะไม่ปรากฏสนิมเขียวเกาะกินเลย กลับจะมีคราบไขเป็นสีมันปู หรือสีนํ้าตาล ซึ่งจะมีปรากฏเฉพาะเนื้อพระ ที่มีส่วนผสมแก่ทองเท่านั้นการเท จะเทแบบ ก้นกลวงบรรจุเม็ดกริ่งที่ใต้ฐานแล้วบัดกรีปิดอีกทีหนึ่งอนึ่ง รูปแบบของพระกริ่งใหญ่นี้ เกิดความเชื่ออย่างสนิทใจว่า เป็นฝีมือปั้นของช่างจีน และเทตามขบวนการของช่างจีนคือ เทแบบเบ้าประกบ ฝีมือประณีตและงดงามเป็นอย่างยิ่ง และจากรูปแบบของพระกริ่งใหญ่นี้เอง ที่สืบต่อมาได้เป็นต้นแบบของพระกริ่งใน ไม่ว่าจะเป็นพระกริ่งปวเรศฯ พระกริ่งสายวัดสุทัศน์ฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลและรูปแบบมาจากพระกริ่งใหญ่ทั้งสิ้น เรื่องพระกริ่งใหญ่มีเรื่องแปลกอยู่ คือ เมื่อคราวประเทศจีนเปิดประเทศ และยอมขายพระและวัตถุโบราณบางชนิดออกนอกประเทศได้นั้น มีนักนิยมสะสมพระเครื่องหลายท่านที่ยอมออกทุนออกแรง ชนิดหมายมั่นปั้นมือที่จะไปซื้อหาพระกริ่งใหญ่ แต่ท่านเชื่อไหมว่า ในประเทศจีนไม่ปรากฏมีพระกริ่งใหญ่แม้แต่องค์เดียว ทำให้ต่างผิดหวังไปตามๆ กันมีคนเคยซื้อพระกริ่งใหญ่ได้องค์หนึ่งจากฮ่องกง และจากเวียดนามตอนเปิดประเทศอีกองค์หนึ่ง พระกริ่งใหญ่ทั้งสององค์ดังกล่าว ล้วนแต่ได้จากร้านค้าของเก่าของเอกชน แต่พระกริ่งใหญ่ที่มีการเล่นหากันแพร่หลายและมีจำนวนนับได้กว่าสิบองค์ล้วนแต่ได้จากในประเทศไทยทั้งสิ้น ถ้าผมจะพูดว่า พระกริ่งใหญ่เหล่านี้ได้มีการเทหล่อในประเทศไทยโดยฝีมือช่างชาวจีนคงจะมีเหตุผลพออย่างแน่นอนพุทธานุภาพ ในพระกริ่งใหญ่ ปรากฏให้ คุณจำเริญ วัฒนายากร ผู้ซึ่งนิยมเล่นหาพระกริ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ครั้งหนึ่งท่านแล่นรถขึ้นไปบนภูเขาสูง ขณะที่หยุดรถอยู่นั้น พลันปรากฏรุ้งกินนํ้าอยู่ที่ขอบฟ้า มีผู้ที่ท่านนับถืออยู่คนหนึ่งว่า พระกริ่งใหญ่มีอานุภาพตัดรุ้งกินนํ้าได้ ท่านเลยปลดสร้อยซึ่งมีพระกริ่งใหญ่อยู่องค์หนึ่ง อาราธนาเพื่อขอดูพุทธานุภาพสักครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วท่านจับพระกริ่งฟาดไปยังตำแหน่งที่รุ้งกินนํ้า ปรากฏเป็นมหัศจรรย์ในบัดดลนั้นว่า รุ้งกินนํ้าได้ขาดออกเป็นสองท่อนแล้วค่อยวิ่งมาบรรจบกันอีก ด้วยเหตุนี้ คุณจำเริญ วัฒนายากรนิยมสะสมพระเครื่องโดยเฉพาะพระกริ่งใหญ่มากที่สุด และหวังจะให้ลูกๆ ทุกคนมีพระกริ่งใหญ่ เพราะได้ประจักษ์ในพุทธานุภาพดังกล่าวแล้ว
ข้อพิจารณาพระกริ่งใหญ่
- พิจารณาดูความเก่าโดยภาพรวมอย่างการพิจารณาพระบูชา เช่น เนื้อทองแห้งไม่สดใสเป็นเงา คราบสนิมมันปู หรือสนิมสีนํ้าตาล
- ไม่ปรากฏมีร่องรอยการตกแต่งด้วยตะไบ และไม่มีคราบดินขี้วัว
- มีความกลมกลืนที่เป็นธรรมชาติ
- เส้นสังฆาฏิที่ด้านหน้าจะเป็นเม็ดมากับพิมพ์เดิม เป็นต้น
จุดสังเกต พระกริ่งจีนใหญ่ (กริ่งนอก)ด้านหลัง
๑. เม็ดพระศกเป็นแบบหล่อในตัว (ไม่มีการตอกยํ้า)
๒. เนื้อพระบริเวณบ่าด้านหลังตรงชี้เต็มสมบูรณ์
๓. เส้นฐานด้านหลังส่วนนี้ยกสูงด้านหน้า
๑. พระเกศเมาลี เบี่ยงไปข้างซ้ายขององค์พระ
๒. พระกรรณทั้งสองข้างปรากฏชัดเจนในระดับเดียวกัน ปลายจรดบ่าทั้งสองข้าง
๓. เส้นขอบไรพระศกยกนูนเด่น
๔. เปลือกพระเนตรพองโต
๕. ปลายเส้นพระเนตรทั้งสองข้างชี้ขึ้น
๖. พระโอษฐ์เป็นจีบแบบปากกระจับมองเห็นชัดเจน
๗. หม้อนํ้าพุทธมนต์ติดชัดเจน
๘. ชายผ้าพลิ้วเป็นรอบดูอ่อนไหวพระกริ่งใหญ่เป็นพระเทหล่อสำเร็จได้องค์พระสมบูรณ์สวยงามในคราวเดียว ไม่ปรากฏตะเข็บด้านข้างและรอยตะไบให้เห็น